บทความล่าสุด
    สุดยอดม้าเด่นที่มีจำหน่ายวันนี้
    ติดต่อเรา Contact us
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 15
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 363
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 1,676,532
18 ธันวาคม 2560
อา จ. อ. พ. พฤ ศ. ส.
     
10  11  12  13  14  15  16 
17  18  19  20  21  22  23 
24  25  26  27  28  29  30 
31             
Custom Search
บทความประจำเดือน ม.ค.53 
ม้าราคาตก ทำอย่างไรดี ?
ก่อนอื่นขอลาทีปีเก่าและสวัสดีปีใหม่กับท่านสมาชิกทุกท่านก่อนครับ  หลายท่านคงเดินทางไปเที่ยวกันมาหลายแห่ง อย่างไรก็ดีกลับมาทำงานแล้วก็มาช่วยสร้างสรรวงการม้ากันต่อไป  และโปรดติดตามต่อไปให้ฤทึกในหทัยพลัน....
ก่อนหน้านี้ประมาณ 5ปี ในสวนยางของผมยังมียางต้นเล็กอยู่บางส่วน และที่บริเวณโคนต้นยางมีหญ้ารก ต้องจ้างคนตัดเป็นประจำ ผมจึงทดลองเลี้ยงวัวกับม้า ตอนแรกเลี้ยงวัวสองตัว ภายหลังได้ลูกหลานออกมารวมแล้ว   6 ตัว สุดท้ายก็ต้องขายออกจนหมด เพราะว่าต้นยางโตปกคลุมหญ้าจนไม่มีหญ้าให้วัวกิน ขณะที่ขายนั้นวัวยังพอมีราคา จึงถือว่าขายได้ทันก่อนที่วัวจะราคาตกอย่างรุนแรง    ก่อนที่จะเหลือเพียงม้าอย่างเดียวในสวนยาง เพราะผมมองว่าม้ากินหญ้าไม่มากเหมือนวัว และกินแบบเล็มขลิบปลายยอด ไม่กินแบบถอนรากถอนโคนเหมือนวัว อีกประการที่ผมยังคงเลี้ยงม้าก็คือความรักม้า และเราถือว่าม้าเป็นเครื่องทำปุ๋ยและสร้างระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ให้เราไปในตัว

บรรยากาศในวงการเลี้ยงม้าก่อนหน้านี้ประมาณ 2-3 ปี (ปัจจุบันปี พ.ศ. 2552)  ก็เหมือนกับวัวตอนราคาดีเช่นกัน  ผู้ที่เลี้ยงม้าจะขายม้าได้ราคาสูงจนทำให้มีผู้เลี้ยงวัวหลายรายหันมาเปลี่ยนอาชีพเป็นนักเพาะพันธุ์ม้าไปตามๆกัน  เกษตรกรหลายรายขายวัวแล้วนำเข้าพ่อม้าพันธุ์ดีบ้าง ไม่ดีบ้างเข้ากันเยอะแยะจนเกินความจำเป็น และในขณะนี้แม่ม้าที่ทับกับพ่อม้านำเข้าเหล่านั้นก็เริ่มให้ลูกออกมารุ่นแรกแล้ว และก็ตั้งราคากันเหมือนราคาที่เคยตั้ง เพราะคิดว่าราคาม้าจะยังดีเหมือนเดิม แต่เท่าที่ผมทราบมาและจากประสบการณ์ของตัวเอง พบว่ามีน้อยรายที่จะขายม้าได้ง่ายและคล่องเหมือนก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้ประมาณปีเดียว หากลงประกาศขายม้าแม้ไม่ได้บอกราคาก็ตาม ก็จะมีคนโทรมาอย่างน้อยวันละ 2-5 ราย แต่ปัจจุบันลงรูปพร้อมราคาแล้วปรากฏว่ามีคนโทรมาเฉลี่ยอาทิตย์ละไม่เกิน 2 คน ภาวะปัจจุบันที่เกิดขึ้นคือการขายตัดราคา หรือตั้งราคาต่ำสุดไว้ก่อน แต่กระนั้นก็ยังหาคนซื้อยากอยู่ดี
ปัญหาที่เกิดหากวิเคราะห์ก็จะพบว่า ยังคงเป็นปัญหาแบบวงการเกษตรที่เราเคยเจอ กล่าวคือ หากพืชอะไรราคาดีก็จะแห่กันปลูก พอผลผลิตออกมาก็ล้นเกิน หากไม่ขายก็เน่าเสีย สุดท้ายเดือดร้อนรัฐบาลต้องประกันราคา และภาครัฐก็คงทำอะไรไม่ได้มากนักกับเกษตรกรที่ชอบตามแห่เหล่านี้
ปัญหาประการถัดมาคือ ม้าไม่ใช่สัตว์ที่เลี้ยงเอาไว้บริโภคเนื้อ   และมีอายุค่อนข้างยืนยาวถึงประมาณ 25-30 ปี นั่นหมายถึงหากเราเลี้ยงม้าตอนอายุ 30 ปี ม้าตัวเดียวก็เพียงพอสำหรับเราในช่วงชีวิตนี้แล้ว (อายุเกินกว่า 60 ปี คงขี่แคนเตอร์ไม่ไหวแล้วครับ)   และการเลี้ยงม้าให้ดีนั้นก็ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่หลายคนคิด   เพราะม้าแต่ละตัวอุปนิสัยใจคอก็ต่างกันไปตามสายพันธุ์ นั่นหมายถึงหากใครตกลงซื้อม้าไปแล้วก็จะใช้เวลานานที่จะหัดขี่ให้เข้าขากัน  หัดศึกษานิสัยใจคอกัน เมื่อเข้าใจกันดีแล้วก็มักไม่คิดเปลี่ยน คงเลี้ยงกันไปจนกว่าจะขายต่อหรือตายจากกันไป ก็สรุปว่า ม้าไม่ใช่สินค้าสิ้นเปลืองที่คิดจะใช้แล้วทิ้งหรือเปลี่ยนง่ายๆ
ปัญหาที่เกิดจากการนำเข้าพ่อม้าราคาแพงเข้ามา และต้องการถอนทุนให้เร็ว ทำให้มีการตั้งราคาลูกม้าสูงเกินจริง  แทนที่จะมีการเพาะพันธุ์กันแบบค่อยเป็นค่อยไป และพ่อม้าที่นำเข้าหลายตัวก็มีสภาพไม่สมบูรณ์นัก (ท่านที่เป็นเจ้าของฟาร์มคงทราบเหตุผลดีว่า เหตุใดท่านจึงคัดม้าขายออก เพราะม้าดีนั้นมักจะเก็บเอาไว้เอง แม้ว่าจะจนแทบไม่มีเงินเลี้ยงก็ตาม) ดังนั้นเมื่อพ่อม้าที่นำเข้ามาผสมกับแม่ม้าที่ไม่ได้มีการคัดเลือกเช่นกัน จึงทำให้ได้ลูกม้าสภาพที่ไม่สวยออกมา  แต่ราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสภาพของความเป็นจริง 
ทางออกสำหรับแก้ไขปัญหาเหล่านี้หากให้ผมเฉลยคือ มีทางออกครับแต่ต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะว่าม้าไม่ใช่สัตว์ที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้มีการเลี้ยง ดังนั้นการแก้ปัญหาข้อแรกจึงต้องอาศัยหลักการดีมานด์และซัพพลายให้แก้ปัญหาในตัวมันเองไปก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยดำเนินการในหัวข้อถัดไป (ยกเว้นว่าระหว่างนี้มีการส่งม้าเข้าโรงฆ่าสัตว์)
การแก้ปัญหาประการถัดมาคือ เรื่องของม้ายังขาดการทำการตลาดเรื่องการฝึกม้า เรามักพบอยู่เสมอว่าม้าบางตัวที่ฝึกดีแล้ว เจ้าของมักไม่ค่อยขาย หรือว่าตั้งราคาสูงมาก เนื่องจากหวงไม่อยากปล่อย แต่ผมก็ไม่ค่อยพบว่าทำไมไม่มีนักฝึกม้าที่กำลังสนใจจะทำเป็นอาชีพลองหาซื้อลูกม้าอายุ 2-3 ปีที่มีราคาไม่แพงนัก ไปเลี้ยงและฝึกให้ดีสามารถขี่ได้ หลังจากนั้นก็ขายออก โดยที่สามารถตั้งราคาให้ได้กำไรอีกเล็กน้อย เมื่อมีจำนวนลูกม้าหมุนเวียนสัก 4 - 5 ตัว ต่อปี ก็น่าจะพอเลี้ยงตัวไปได้  และหากใครหาลูกม้าไม่ได้ก็มาที่ไทยโพนี่ได้เลย หากไม่มีเงินก็ขอให้มีฝีมือ ลองเอาไปฝึกขี่ให้ดี หลังจากนั้นหากขายได้ราคาก็แบ่งกันไป 
สำหรับการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนก็คงต้องอาศัยการให้ความรู้นี่แหละครับ เพราะจากประสบการณ์ของผมนั้นได้พบว่ามีผู้ปกครองหลายคนไม่มีความรู้เรื่องม้า แต่ลูกหลานอยากเลี้ยงม้า ก็เลยต้องหาความรู้กันพอสมควร ตรงนี้คือเรื่องของคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ   ความมั่นใจว่าเมื่อซื้อไปเลี้ยงแล้วไม่มีปัญหาหรือทำอย่างไรให้ม้าไม่ตายไปก่อนวัยสมควรนี่สำคัญมากครับ
การแก้ปัญหาข้อสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ การระดมลูกฟาร์มมาทำคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง แบบส่วนตัวที่ผมกำลังทดลองอยู่ กล่าวคือหากท่านมีม้าเยอะจนเกินกำลังที่จะเลี้ยง ก็ลองหาสมาชิกที่มีใจรักมาแบ่งแม่ม้าของท่านไปเลี้ยง โดยอาจจะตกลงเรื่องการแบ่งลูกม้าหรืออาจจะตกลงเรื่องราคาขายแบ่งครึ่งก็สุดแล้วแต่ การแก้ปัญหาแบบนี้น่าจะเป็นทางแก้ไขในระยะยาวและเป็นวิธีแบบวิน- วิน ที่น่าทำเป็นอย่างยิ่ง

บทความประจำเดือน ธ.ค.52

 
ม้าพันธุ์อะไรเหมาะกับเรา
 
                ม้าเป็นสัตว์ที่จัดว่าเป็นสากล เราจะพบว่าประเทศที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมักจะมีม้าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง เนื่องจากในสมัยโบราณนิยมใช้ม้าเป็นพาหนะในการทำสงคราม แม้กระทั่งในกองทัพไทย เราก็จะพบว่ามีทั้งทัพช้างและทัพม้า แต่ปัจจุบันเมื่อโลกได้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม เครื่องจักรต่างๆก็ได้เข้ามาแทนที่ความยิ่งใหญ่ของของสัตว์เหล่านี้ไปจนหมดสิ้น สำหรับประเทศไทยนั้น เนื่องจากการพัฒนาของสังคมสมัยใหม่ ประชากรนิยมอาศัยอยู่ในตัวเมืองและบริเวณบ้านจากเดิมที่เคยมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์อยู่ติดๆกับข้างบ้านด้วยก็ลดขนาดลงเหลือเพียงตัวบ้านอย่างเดียว ส่งผลให้ปริมาณของคนที่นิยมเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว หากกล่าวสำหรับม้าแล้ว เราจะพบว่ามีเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ยังนิยมเลี้ยงม้าแข่ง และม้ากีฬาบางประเภท เพื่อใช้ในการแข่งขัน แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็กระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น
ในบรรดาผู้เลี้ยงม้าในประเทศไทย หากต้องการแบ่งกลุ่มก็สามารถแบ่งออกได้เพียงสองกลุ่มหลักคือ กลุ่มบน หรือกลุ่มผู้เลี้ยงม้าที่มีฐานะดี มีทุนทรัพย์ สามารถซื้อม้ามาเพาะเลี้ยงเองได้ มีการสร้างโรงเรือนเลี้ยง มีการฝึกม้าในลักษณะของฟาร์มอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มีปริมาณของฟาร์มไม่มากนัก และอีกกลุ่มคือกลุ่มล่าง หรือกลุ่มของผู้เลี้ยงม้าในระดับเกษตรกรทั่วไป ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ลักษณะของกลุ่มหลังคือเลี้ยงม้าเพื่อสันทนาการ เอาไว้ขี่เล่น หรือเพื่อเอาไว้ดูสวยงาม   ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนของทั้งสองกลุ่มนี้คือ สายพันธุ์ม้า
กลุ่มบนหรือฝ่ายแรกมักจะมีพันธุ์ม้าที่ดีและส่วนใหญ่มักนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นม้าของคนกลุ่มนี้จึงมีรูปร่างสูงใหญ่มีความสมบูรณ์สวยงาม และส่วนสูงเมื่อโตเต็มที่อาจสูงถึง 170 ซม. และที่สำคัญม้าเหล่านี้มีการบันทึกสายพันธุ์ประวัติที่ชัดเจน (Stud Book Record)   แต่ข้อด้อยของคนกลุ่มนี้คือ ม้าเหล่านี้มักมีราคาแพง อีกทั้งกรรมวิธีการเลี้ยง การฝึก ทุกอย่างจะต้องประคบประหงม และส่วนใหญ่จะยึดเอาตามตำราของเมืองนอก ไม่ค่อยพบว่ามีการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทยเข้าผสมผสานมากนัก
กลุ่มล่างหรือฝ่ายหลังนั้นมีเพียงม้าพันธุ์พื้นเมืองที่เรียกกันในเชิงตลกขบขันว่า “ ม้าแกลบ ” เนื่องจากเป็นม้าที่มีขนาดเล็ก ความสูงไม่เกิน 130 ซม. เวลาขี่ขาแทบลากพื้น ที่สำคัญคือ ไม่เคยมีผู้ใดที่บันทึกสายพันธุ์ม้าคู่บ้านคู่เมืองเหล่านี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะเลย สำหรับการเลี้ยงดูก็เพียงมีเชือกล่าม หรือผูกไว้ข้างเรือนชานให้ม้าพอมีหญ้าให้ประทังชีวิตก็จัดว่าดีมากแล้ว การพัฒนาสายพันธุ์ก็ตามมีตามเกิด หากจะดีสักหน่อยก็เพียงเสาะหาพ่อพันธุ์ม้าที่ขายทิ้งออกมาจากฟาร์มใหญ่ หรือจากการผสมพันธุ์โดยบังเอิญจากพ่อม้าพันธุ์ดีของหน่วยราชการใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น ม้าในแถบจังหวัด ราชบุรี นครปฐม ไล่ไปถึงชะอำ และหัวหิน ที่สำคัญคือ คนกลุ่มนี้มีความเห็นว่าจุดเด่นของความทรหดอดทนของม้าไทยเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
 
เรื่องราวของคนและม้าทั้งสองกลุ่มนี้เท่าที่ผ่านมานั้นสามารถพูดได้ว่าเป็นเส้นขนาน หรือพูดง่ายๆว่าไม่มีทางมาพบกันได้เลย เนื่องจากฝ่ายแรกหรือกลุ่มบนนั้นเชื่อว่า การที่จะได้ม้าสายพันธุ์ดี ควรจะคัดเลือกมาจากม้าดีราคาแพงเท่านั้น ห้ามมิให้ผสมปนเปมั่วสายพันธุ์จนกลายเป็นม้าไม่มีสกุลหรือที่เรียกว่า “ ม้าค็อกเทล” ในขณะที่กลุ่มล่างนั้นก็คิดว่า หากต้องการม้าขี่เล่น ที่ไม่ต้องถึงกับเป็นม้าแข่งระดับชาติ ทำไมจะต้องเสียเงินทองตั้งมากมาย สู้ค่อยๆคัดเลือกสายพันธุ์กันเองแบบพอเพียงค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ลองผิดลองถูกมาทั้งสองแนวทางของ ผมจึงได้นำม้ามาทดลองเลี้ยงม้าในสวนยางพาราที่มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ที่ จ. ชุมพร ในระยะแรกก็ต้องต่อสู้กับแนวความคิดเก่าที่ว่า ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ในแปลงยางพารา เพราะจะสร้างความเสียหายแก่ต้นยาง   แต่ภายหลังการลองผิดลองถูกสักระยะหนึ่งในที่สุดก็พบว่าสามารถทำให้ม้าอาศัยอยู่ในสวนยางพาราได้ในลักษณะน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า กล่าวคือ ม้าที่เลี้ยงไว้ จะกินใบยางและลูกยางที่ร่วงหล่นโคนต้น หลังจากนั้นม้าจะคืนกำไรให้โดยการถ่ายมูลเป็นปุ๋ยธรรมชาติ กลับคืนให้แก่ต้นยาง   
ม้านำมาเลี้ยงในระยะแรกคือลูกม้าเพศเมียที่เป็นลูกผสมระหว่างม้าแข่งกับแม่ม้าไทยจำนวน 2 ตัว ในระยะแรกเลี้ยงแบบปล่อยอิสระและมีการฝึกม้าเล็กๆน้อยๆ ให้เขาพอรู้จักเชือก หรือบังเหียน แต่ภายหลังเริ่มติดใจมากขึ้นเพราะม้ามีนิสัยขี้ประจบไม่แพ้สุนัข ทำให้เจ้าตัวอยากได้ม้าที่มีสายเลือดดีๆ มาเลี้ยงบ้าง หลังจากนั้นจึงหาซื้อแม่ม้าแข่งที่ปลดระวางแล้วมาเลี้ยงอีก 2 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ 2-3 ปี ปรากฏว่า ม้าไทยลูกผสมโตขึ้นพร้อมผสมพันธุ์ แต่แม่ม้าแข่งตายหมด จึงทำให้ความหวังที่จะได้ม้าแข่งสายเลือดสูงๆ ต้องสลายไป  
 
ภายหลังจากแม่ม้าลูกผสมโตขึ้น จึงคัดเลือกพ่อม้าลูกผสมควอเตอร์ฮอร์สชื่อเจ้าเบิ้มอายุ 4 ปี ส่วนสูงประมาณ 153 ซม. (ประมาณ 15 แฮนด์) มาเป็นพ่อพันธุ์  สำหรับการคัดเลือกผมใช้ประสบการณ์ส่วนตัวดูรูปทรง (Conformation) ของม้าเป็นอันดับแรก ถัดมาคือนิสัย ต้องไม่ดุ เตะ กัด หรือทำอันตรายผู้เลี้ยง และในการคัดเลือกพ่อม้านั้นเขาก็มีข้อเสนอแนะว่าถ้ามีใครมาแนะนำให้ซื้อพ่อม้าสายเลือดดี แต่หากรูปทรงไม่ได้มาตรฐาน เช่น ตูดลีบ ขาโก่ง หรือรูปร่างผิดสัดส่วนอย่างชัดเจน รวมทั้งนิสัยไม่ดี  ก็ไม่ควรใช้เป็นพ่อม้าแม้ว่าสายเลือดจะดีเพียงใดก็ตาม
ภายหลังจากการลองผิดลองถูกในการเลี้ยงม้าในสวนยางพาราในแนวทดลองมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ผมก็พบว่าในสวนยางของตนเองมีปริมาณลูกม้าเยอะขึ้นมากจึงเริ่มเปิดจำหน่ายออก เพราะไม่ต้องการให้เป็นภาระผู้เลี้ยงจนเกินควร ความหวังอีกประการคือต้องการแบ่งปันลูกม้าให้สมาชิกท่านอื่นนำไปเลี้ยงเพื่อให้เกิดกิจกรรมเลี้ยงม้าขี่เล่นหรือเพื่อสันทนาการให้ขยายตัวในวงกว้าง และกลุ่มที่มาขอซื้อม้าไปเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่มีสวนยางพารา  สวนปาล์มหรือเกษตรกรกลุ่มที่ชอบเลี้ยงวัวประเภทสวยงาม คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินต่างจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างขวางเหมาะต่อการเลี้ยงม้า และม้าที่คนกลุ่มนี้ต้องการเลี้ยงนั้นมีข้อแม้ว่าควรมีความอดทนและไม่ต้องการการประคบประหงมมากนัก สิ่งที่น่าสังเกตคือคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและมีปริมาณเยอะที่สุดในประเทศ   และเมื่อจัดกลุ่มแล้วก็พบว่าคนเหล่านี้คือกลุ่มตรงกลางที่จะมาแทรกช่องว่างระหว่างกลุ่มบนและกลุ่มล่างดังที่กล่าวมาแล้วในขั้นต้น
 
อุปสรรคเท่าที่ผ่านมาคือแรงเสียดทานจากความเชื่อที่บอกต่อกันมา เช่น ความเชื่อที่ว่าม้าไทยมีจุดอ่อนเยอะ พัฒนาไปก็ไม่ถึงไหน อาจมีเชื้อโรคขาอ่อน หรือโรคอื่นๆบ้าง แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้   เมื่อพูดกันไปเรื่อยๆ ทำให้คนที่ไม่รู้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าเริ่มต้นเลี้ยงม้า  ดังนั้น  ฟาร์มม้าไทยโพนี่จึงหันมาใช้การเผยแพร่ผลงานผ่านทางใช้เว็บไซต์โดยลงรูปลูกม้าที่เป็นผลงานจริงให้ดู เมื่อมีลูกม้าเกิดใหม่ก็ลงวันที่เกิดพร้อมภาพ รวมทั้งภาพของพ่อม้าและแม่ม้า นอกจากนี้ยังรวบรวมกิจกรรมของฟาร์มอื่นๆ ที่มีแนวความคิดคล้ายกันมาเป็นเผยแพร่เป็นพันธมิตร การทำเช่นนี้นอกจากจะทำให้ช่วยขจัดปัญหาการหลอกลวงเรื่องอายุของลูกม้าแล้ว ยังช่วยลดสถิติการหลอกขายม้าโดยการกุประวัติม้าขึ้นมาเองอย่างได้ผลเป็นรูปธรรม
อุปสรรคประการถัดมาคือกระแสที่ว่าคงทำได้ไม่เท่าไร เพราะม้าไทยตั้งราคาสูงเกินจริง บ้างก็แนะนำให้ไปดูม้าฟาร์มที่บอกว่ามีสายเลือดดีๆ จะดีกว่าเพาะพันธุ์เอง  สำหรับในเรื่องนี้ ทางฟาร์มเสนอแนะว่า ยังมีสมาชิกจำนวนมากให้ความเชื่อถือแนวทางของฟาร์มไทยโพนี่ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ ไม่ใช่อ้างอิงแต่เพียงในตำราเพียงอย่างเดียว  นอกจากนี้แล้วยังพบว่าการเลี้ยงม้าในสวนเกษตรในแบบที่ไทยโพนี่ดำเนินการอยู่นั้น น่าจะเป็นหนทางในการหารายได้เสริมให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่มีฐานะธรรมดาถึงปานกลางได้เป็นอย่างดี
 
ในระยะ 2-3 ปี หลังนี้ กระแสการเลี้ยงม้าเพื่อการกีฬาได้มีการตื่นตัวกันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการขี่ม้าประเภทเอ็นดูร๊านซ์ (Endurance) หรือก็คือการขี่ม้าข้ามภูมิประเทศ สำหรับการแข่งขันจะเน้นสำหรับม้าที่เข้าเส้นชัยในสภาพสมบูรณ์ที่สุด และทำเวลาได้น้อยที่สุด ระยะทางที่แข่งประมาณ 20-60 กิโลเมตร และผลการแข่งก็ชี้ออกมาหลายสนามว่าม้าไทยลูกผสมที่มีส่วนสูงประมาณ 135-145 ซม. เข้าเส้นชัยอยู่บ่อยครั้ง  จึงเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า ม้าพันธุ์ดี หากได้ผสมผสานกับความทรหดอดทนของม้าพื้นเมืองตามสภาพภูมิประเทศยิ่งทำให้เราได้ม้าสายพันธุ์ที่เหมาะกับบ้านเราเอง
 
 --------------------------------------------------------------------------------------------
บทความประจำเดือน พ.ย.52

       ม้าในประเทศไทย (Horse and Pony
in Thailand)
ม้าไทยเป็สัตว์คู่บ้านคู่เมือง มีความอดทนเป็นเลิศ ลัษณะเด่นของม้าไทยแท้คือ ลำตัวมีสีเดียวไม่มีสีอื่นผสม รวมทั้งม้าไทยแท้ไม่มีม้าสีขาวล้วนและดำล้วน   ตัวผู้สูง 125-130 ซม. ตัวเมียสูง 110 -120 ซม. สันจมูกตรง รูจมูกโต แผงคอดกยาว ขาสั้น ลำตัวสั้น กีบแข็งแรงทนทาน   เลี้ยงง่าย กินอาหารน้อย
 
ม้าในประเทศไทยนั้นสามารถสืบเสาะค้นหาที่มาได้ตามเมืองใหญ่สำคัญๆ ในแต่ละภาคของประเทศ โดยเฉพาะเมืองที่มีประวัติเป็นเมืองหน้าด่านในทางการรบ   ทางการค้า รวมทั้งเมืองที่เป็นเขตรอยต่อของอาณาจักรไทยกับเพื่อนบ้านในแต่ละยุค โดยเราสามารถตามรอยฃองบรรพบุรุษม้าในไทยได้ตามภาคต่างๆ ดังนี้
                        ภาคกลาง จะพบม้ามากบริเวณจังหวัดแถบภาคกลาง เช่น กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม เนื่องจากจังหวัดเหล่านี้ในสมัยโบราณ จัดเป็นเมืองหลวงและเมืองลูกหลวง ดังนั้น จะมีปริมาณม้าหนาแน่นที่สุดมาแต่ยุคโบราณ จนในปัจจุบันเราจะพบว่ามีการใช้ม้าในงานมงคลต่าง อาทิ งานบวช ฯ นอกจากนี้ชาวบ้านในบริเวณนี้ยังมีความเป็น Horsemanship สูงมาก เช่น มีความรู้เรื่องการเลี้ยงม้าและฝึกม้าแบบไทยๆ ในเกณฑ์สูง ชาวบ้านในแถบจังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สามารถฝึกม้าให้เต้นตามจังหวะกลองได้ในงานพิธีต่างๆ   สำหรับม้าที่เลี้ยงตามภาคกลางนั้นส่วนใหญ่จะเป็นม้าลูกผสมหรือที่เรียกกันว่า “ ลูกผ่าน” กล่าวคือเป็นม้าลูกผสมระหว่างม้าไทยพื้นเมือง กับม้าเทศหรือม้าที่มาจากต่างประเทศ สายพันธุ์ต่างๆ   แต่เนื่องจากบริเวณภาคกลางเป็นแหล่งที่มีหน่วยราชการที่นิยมสั่งซื้อม้าจากต่างประเทศมาเพาะเลี้ยงตั้งอยู่ในปริมาณหนาแน่น (ใช้เพื่อการทหาร ใช้เพื่อผลิตยา) เรามักพบว่าม้าในภาคนี้จะเป็นม้าที่ได้รับการผสมพันธุ์จนกลายพันธุ์ไปแล้วทั้งสิ้น ม้าไทยสายพันธุ์แท้ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก   ม้าที่พบทางภาคกลางโดยเฉลี่ยจะมีส่วนสูงประมาณ 150 ซม. สำหรับตัวผู้ และประมาณ 135-140 ซม. สำหรับตัวเมีย และสายพันธุ์ที่พบจะมีทั้งลูกผสมของม้าแข่ง (เธอร์โรเบร็ต) ม้าขี่เลี้ยงวัวของอเมริกัน (ควอเตอร์ฮอร์ส) ม้าสวยงามพันธุ์ต่าง ๆ (ลิปิซานเนอร์ ลูซิทาโน อันดาลูเชียน) และในปัจจุบันก็พบว่ายังมีชาวบ้านใน อ. ชะอำ และหัวหิน ยังนิยมนำม้าไปให้บริการนักท่องเที่ยวบริเวณ ชายหาด อยู่เป็นจำนวนมาก
แหล่งท่องเที่ยวชมม้าไทย ชายหาดหัวหิน ชะอำ    ชะอำโพนี่คลับ เป็นต้น
ภาคเหนือ เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ของภาคเหนือนั้นติดต่อกับประเทศจีน และพม่า ซี่งในปัจจุบันจะพบว่ายังมีการใช้ม้าอยู่เป็นจำนวนมากมากในสองประเทศที่กล่าวมา   ประชากรในแถบนี้   นิยมใช้ม้าเพื่อการศึกในสมัยโบราณ และยังใช้ม้าเป็นพาหนะในการแลกเปลี่ยนสินค้าในปัจจุบัน ม้าในภาคเหนือมักมีเชื้อสายมาจากม้ามองโกลของจีน ซึ่งจัดเป็นต้นกำเนิดม้าพันธุ์อาหรับ ที่โด่งดังไปทั่วโลกเรื่องของคุณลักษณะพิเศษของม้า   ม้าสายพันธุ์มองโกลนี้จัดเป็นต้นสายของม้าไทยพันธุ์หนึ่ง หรือมันก็คือม้าพันธุ์พื้นเมืองที่เรียกกันในเชิงตลกขบขันว่า “ ม้าแกลบ ” นั่นเอง เนื่องจากเป็นม้าที่มีขนาดเล็ก ความสูงไม่เกิน 130   โดยเฉลี่ยจะสูงประมาณ 120-125 ซม. จุดเด่นคือ กินอาหารน้อย ใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย และมีความทรหดอดทนสูงเป็นพิเศษ  ปัจจุบัน ใน จ.ลำปาง ยังมีผู้ประกอบการรถม้าให้เห็นอยู่และแม้ว่าม้าที่นำมาใช้งานจะเป็นส่วนใหญ่จะเป็นลูกผสมเกือบหมดแล้ว (เนื่องจากม้าไทยแท้มีขนาดเล็กเกินไป ไม่เหมาะต่อการใช้งาน) อย่างไรก็ตาม  ม้าสายพันธุ์นี้ยังสามารถหาดูได้ที่ชมรมอนุรักษ์ม้าไทยจังหวัดลำปาง ในปัจจุบัน ยังมีประชาชนบางส่วนสั่งซื้อม้าจากประเทศจีนและพม่าเข้ามาอยู่ประปราย โดยเข้ามาทาง จ. เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน และทาง อ. แม่สอด จังหวัดตาก
 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   จากการสำรวจแม้ว่าจะพบว่าภาคนี้มีม้าในปริมาณสูงรองจากภาคกลาง แต่ม้าไทยแท้กลับพบว่ามีน้อยมาก ที่ยังพบบ้างประปราย ก็มักอยู่เขตในจังหวัดที่มีอดีตของขบวนคาราวานวัวในยุคไม่เกิน 200 ปีที่ผ่านมาของเหล่านายฮ้อย ที่นิยมขี่ม้าต้อนวัวไปซื้อ-ขายตามแหล่งต่างๆ ในภาคอีสานจนถึงภาคกลาง เช่น จ.อุบลราชธานี (ชมรมอนุรักษ์ม้าไทยสิรินธร) สาเหตุเนื่องจาก มีการเลี้ยงม้าเพื่อใช้เป็นม้าแข่งสูงมาก ในจังหวัดใหญ่ๆ ของภาค อาทิ จ. ขอนแก่น จ. นครราชสีมา นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงม้าเป็นงานอดิเรกของนายทุนเจ้าของที่ดินที่บริเวณ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา   ระเรื่อยไปจนถึงเขต อ.วังน้ำเขียว จ.ปราจีณบุรี   สายพันธุ์ม้าที่นิยมค่อนข้างหลากหลาย อาทิเช่น ควอเตอร์ฮอร์ส อาหรับ เธอร์โรเบร็ต ฯ   ม้าบริเวณนี้ส่วนใหญ่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ล้ำหน้ากว่าภาคอื่นๆ ในประเทศ จนเรียกได้ว่ามีสายพันธุ์ใกล้เคียงกับม้าสากลมากที่สุด
แหล่งท่องเที่ยวชมม้าไทย ชมรมอนุรักษ์ม้าไทยสิรินธร จ.อุบลราชธานี
 นารายณ์ฟาร์ม จ.ขอนแก่น 
 
ภาคใต้ เป็นแหล่งเดียวที่น่าจะยังคงความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ม้าไทยเอาไว้ได้ มากที่สุด   ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงต่ำสลับที่ราบ ทำให้ไม่ค่อยนิยมใช้ม้าเป็นพาหนะ  ม้าพันธุ์ที่สำรวจพบบริเวณนี้ได้แก่ ม้าไทยสายพันธุ์พม่า หรือที่เรียกกันว่า “ม้าไทยใหญ่” ม้าสายนี้จัดเป็นม้าพันธุ์ไทยแท้อีกสายหนึ่ง ที่มาของม้าพันธุ์นี้น่าจะมาจากบริเวณ จ.ชุมพรและรอยต่อชายแดนไทยพม่า บริเวณ อ. กระบุรี จ.ระนอง   เนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดรวมพล (ประชุมพล ชุมพล ภายหลังกร่อนเป็นชุมพร) ของทัพหลวงก่อนเข้าตีหัวเมืองภาคใต้ เช่น เมืองนครศรีธรรมราชหรือปัตตานี แหล่งที่มีม้าไทยมากมักเป็นหัวเมืองและเมืองชายแดนตั้งแต่สมัยโบราณ   ตัวอย่างเช่น อ.ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี อ. เมือง จ.ชุมพร บริเวณที่มีเขตแดนติดกับพม่า บริเวณ จ.ระนอง จ. นครศรีธรรมราช   สาเหตุที่ประชากรบางส่วนทางภาคใต้นิยมเลี้ยงม้าก็เนื่องจากต้องใช้แรงงานม้าในการขนส่งสินค้าทางการเกษตรออกมาค้าขาย ดังนั้น จึงใช้ม้าที่มีสายเลือดดั้งเดิมเป็นหลัก และหากจะนำม้าไทยไปผสมกับม้าพันธุ์ดีก็ไม่คุ้มค่าขนส่ง ดังนั้น ม้าบริเวณดังกล่าวมักมีสายเลือดไทยแท้ (Pure bred) สูงสุด   แต่หลังจากได้มีการพัฒนาทางด้านการคมนาคมขนส่ง ก็ทำให้เลิกใช้ม้า รวมทั้งพันธุ์ม้าที่มีอยู่ก็มักปล่อยให้ผสมกันในฝูง (In Breed) จนสุดท้ายเหลือแต่ม้าไทยที่มีลักษณะด้อยมากกว่าลักษณะเด่น เช่น ตัวเล็กหรือขาสั้นเกินไป   เมื่อม้าขาดความสง่างามจึงทำให้ขาดผู้สนใจ   จนในปัจจุบันได้เกิดความนิยมเลี้ยงม้าในสวนเกษตรขึ้นมา ม้าไทยในภาคใต้จึงได้รับความนิยมกลับมาอีกครั้ง
แหล่งท่องเที่ยว    คอกม้าไทยโพนี่ จ.ชุมพร
 เอส เอ็นฟาร์ม อ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์
 
หากจะกล่าวโดยสรุปแล้วเราสามารถพูดได้ว่าม้าไทยแท้มีอยู่สองสายพันธุ์นั่นคือ สายพันธุ์มองโกล ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนแต่ยุคโบราณ   กับอีกสายพันธุ์คือ สายพันธุ์ไทยใหญ่ ที่มีพื้นฐานมาจากม้ามองโกลเหมือนกันแต่ภายหลังได้รับอิทธิพลจากม้าที่มาจากประเทศพม่า โดยเฉพาะช่วงที่พม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษนั้น ข้าหลวงที่ปกครองพม่าจะมาจากอินเดีย และเมื่อย้ายมาอยู่ที่พม่าก็จะนำม้ามาด้วย    และเป็นที่รับรู้กันว่าม้าของข้าหลวงอังกฤษที่ปกครองอินเดียนั้นได้ผสมผสานกับม้าพื้นเมืองของอินเดียที่ภายหลังพัฒนามาเป็นม้า “มาวารี”  หรือ ม้าอาหรับเวอร์ชั่นอินเดียที่โด่งดัง พม่าก็ได้รับอิทธิพลม้าสายนี้มาเช่นกัน และเมื่อมีศึกกับไทย ม้าเหล่านี้ก็กระจายมาโดยการเป็นพาหนะของทหารในการสงคราม   หลักฐานที่สามารถพูดได้เช่นนี้ก็เนื่องจากในขณะที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กที่จังหวัดชุมพรได้มีการจัดแข่งรถม้าอยู่บ่อยครั้ง และได้เห็นม้าพันธุ์นี้มากับตา จึงอยากรื้อฟื้นสิ่งดีๆ เหล่านี้ขึ้นมา

Copyright by thaipony.net : also see me in YOU TUBE by searching Kittipong Poomsang and contact me Kittipong Poomsang ,kpoomsang@yahoo.com, Tel 0812564199,0890353874
Engine by MAKEWEBEASY